เมืองบอสตันกับการสร้างมหานครที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ ตอนที่ 5 : เรียนรู้จากบอสตัน

RISE IMPACT
1 min readFeb 5, 2022

--

เทศบาลนครบอสตันได้ออกเอกสาร Keys to Implementing Age-friendly Action: Lessons from Age-friendly Boston โดยเอกสารนี้ได้สรุปบทเรียนที่ได้ รวมถึงกุญแจที่นำไปสู่ความสำเร็จของโครงการ อาทิ

  • การติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง : เรื่องนี้เราได้พูดถึงไปแล้วในบทความตอนที่ 4
  • ยืดหยุ่นกับแผน : เนื่องจากในแผนปฏิบัติการมีชิ้นงานสำหรับลงมือ (action item) อยู่ถึง 75 ชิ้น บางชิ้นงานอาจทำไม่ได้ตามแผนที่ตั้งไว้ตอนแรก แต่ระหว่างทางที่ได้ดำเนินการไป ก็น่าจะส่งผลสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แล้ว และบางครั้งก็อาจทำเรื่องอื่นที่ไม่ได้อยู่ในแผนตอนแรกให้สำเร็จได้ด้วย!
  • จัดอันดับความสำคัญ : เน้นกำหนดชิ้นงานเป็นรายปี ใน 1 ปีจะได้มุ่งความสนใจไปที่ชิ้นงานจำนวนไม่มาก ช่วยให้องค์กรพันธมิตรมุ่งมั่นทำชิ้นงานตรงหน้าให้สำเร็จ แต่ในบางกรณีก็ต้องยืดหยุ่น เช่น ในตอนแรก แผนการกำหนดจุดห้องน้ำสาธารณะบนแผนที่อยู่ในปีที่สอง แต่เผอิญว่าในปีแรก สำนักงานอีกแห่งของเทศบาลได้วางพิกัดตำแหน่งของพื้นที่สาธารณะต่างๆ ทั่วเมืองพอดี ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะทำชิ้นงานนี้ไปด้วยเลย
  • อดทน (แต่สม่ำเสมอ) : การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับ การสร้างหุ้นส่วนและยกระดับโครงข่ายระหว่างผู้กำหนดนโยบาย องค์กรที่เป็นปากเสียง ผู้ให้บริการ และชาวเมืองให้แข็งแกร่ง คือพื้นฐานของการพัฒนาเมืองให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ การขับเคลื่อนในลัษณะนี้จะวัดเป็นปริมาณ “ความก้าวหน้า” ก็ยาก บางครั้งก็มีคนหรือองค์กรที่ไม่เห็นด้วยกับความเปลี่ยนแปลง การสร้างความเปลี่ยนแปลงจึงต้องอาศัยความอดทน รอจังหวะเวลาที่ใช่ และคอยผลักดันอยู่สม่ำเสมอเพื่อให้ไม่เสียโมเมนตัม
  • ฉลองความสำเร็จ : งานนี้เป็นเหมือนการวิ่งมาราธอน การรักษาโมเมนตัมและรักษาพันธมิตรที่ทำงานได้ผลจริงเอาไว้จึงเป็นเรื่องสำคัญ การดื่มด่ำกับความก้าวหน้าและความสำเร็จก็เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยรักษาโมเมนตัมไว้ได้ ทั้งยังได้แจ้งความคืบหน้าให้คนในชุมชนทราบและช่วยให้ชาวเมืองได้มีส่วนร่วมอยู่เสมอ การฉลองความสำเร็จเช่นนี้ทำได้หลายแบบ เช่น จัดงานเพื่อให้คนตระหนักถึงคนหรือโครงการที่มีส่วนสำคัญ ทำให้สื่อหันมาสนใจ และใส่ความสำเร็จไว้ในรายงานประจำปีที่เสนอต่อชุมชน

แต่นอกจากเรื่องเหล่านี้ ก็ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญต่อความสำเร็จของโครงการในระยะยาวด้วย ได้แก่

  • การรับฟังความเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง : การรับฟังประสบการณ์ของชาวเมืองเพื่อวิเคราะห์จุดที่เป็นปัญหา รวมถึงฟังข้อเสนอแนะจากชาวเมือง บุคลากร และหน่วยงานที่ทำงานกับผู้สูงอายุ ถือเป็นรากฐานสำคัญของการออกแบบชิ้นงานในแผนปฏิบัติการ นอกจากนี้ ทีมงานโครงการยังคำนึงถึงการรับฟังความเห็นของชาวเมืองที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดวงรับฟังความเห็นเป็นภาษาอื่น ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่เปลี่ยนไปของเมือง กล่าวคือ การที่คนกลุ่มน้อยกลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ (minority-majority) การทำเช่นนี้ช่วยให้สามารถออกแบบนโยบายที่ครอบคลุมถึงคนทุกกลุ่มในสังคมมากยิ่งขึ้น นอกจากการจัดวงรับฟังความเห็นและโฟกัสกรุ๊ป ทีมงานยังได้ประเมินความต้องการจากแบบสอบถาม ทำให้ได้ข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณมาวิเคราะห์ เพื่อกำหนดชิ้นงานสำหรับลงมือ
  • การสำรวจความต้องการด้วยวิธี mixed-method : ทีมประเมินความต้องการของชาวเมืองเลือกใช้วิธีที่หลากหลายในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การใช้แบบสอบถามสำรวจความเห็น การจัดวงรับฟังความเห็นชาวเมือง และการจัดโฟกัสกรุ๊ปสำหรับองค์กรที่ทำงานด้านผู้สูงอายุ การใช้วิธีที่หลากหลายเช่นนี้ ทำให้ทีมงานโครงการมีข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณมาวางแผนจัดทำข้อเสนอแนะและชิ้นงานสำหรับลงมือ เพื่อให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของชาวเมืองมากที่สุด ข้อมูลเชิงปริมาณช่วยให้มองเห็นภาพรวมความต้องการและประเด็นที่ชาวเมืองจำนวนมากเห็นว่าเป็นปัญหา ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพช่วยให้ทีมงานเข้าใจว่าประเด็นไหนที่ชาวเมืองพูดถึงบ่อยครั้ง และมีรายละเอียดปัญหาอย่างไร
  • การสร้างพันธมิตรแต่เนิ่นๆ : ในขั้นตอนการประเมินความต้องการ นอกจากจะใช้โฟกัสกรุ๊ปรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากบุคลากรและตัวแทนองค์กรที่ทำงานกับผู้สูงอายุแลัว การให้คนกลุ่มนี้ได้มีส่วนร่วมและนำความเห็นมากำหนดทิศทางของโครงการตั้งแต่แรกก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนเหล่านี้เป็นพันธมิตรที่สำคัญ เป็นบุคลากรที่มีค่าในการผลักดันชิ้นงานต่างๆ ให้สำเร็จ โฟกัสกรุ๊ปจึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่รับฟัง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญสำหรับสร้างพันธมิตรและความเป็นหุ้นส่วนในโครงการเพื่อการพัฒนาเมืองให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุด้วย ช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับผู้ที่ต้องนำชิ้นงานเหล่านี้ไปปฏิบัติ
  • ความโปร่งใสและเข้าใจง่าย : โครงการ Age-Friendly Boston นำเสนอข้อมูลในทุกขั้นตอนของโครงการ นับตั้งแต่ข้อมูลสถิติ ข้อมูลจากการสำรวจความต้องการ วิธีที่ใช้ในการรับฟังความเห็น คำถามที่ใช้ในแบบสำรวจ วิธีการวิเคราะห์ผล ไปจนถึงคณะทำงาน หลังจากนั้น ทีมงานของโครงการยังได้นำแผนปฏิบัติการมาหารือกับประชาชนอีกครั้ง เพื่อให้ประชาชนได้จัดลำดับความสำคัญของชิ้นงานต่างๆ ก่อนจะนำเสนอแผนปฏิบัติการต่อสาธารณชนในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่าย หลังจากนั้นก็ยังนำเสนอความคืบหน้าของโครงการทุกปี การทำเช่นนี้ ช่วยให้ประชาชนมั่นใจว่าผลงานต่างๆ สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
  • การกำหนดเป้าหมายให้ชัด : ดังที่ได้เห็นจากบทความในตอนที่ 3 แผนปฏิบัติการของโครงการ Age-friendly Boston มีรายละเอียดชัดเจนและเป็นรูปธรรมว่าในแต่ละประเด็นและแต่ละข้อเสนอแนะ มีชิ้นงานใดบ้างที่ต้องทำ มีกรอบระยะเวลาว่าทำในปีไหนจากระยะเวลา 3 ปีของแผนปฏิบัติการ และกำหนดองค์กรพันธมิตรและหน่วยงานอื่นของเทศบาลที่มีส่วนสำคัญต่อการทำชิ้นงานให้สำเร็จ

ผู้เขียนหวังว่าเนื้อหาในบทความชุด 5 ตอนนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคราชการส่วนภูมิภาคของไทย ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่เพื่อสำรวจความต้องการของชาวเมืองในเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายสนองตอบการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ รวมถึงคนที่จะเป็นผู้สูงอายุในวันข้างหน้า

เขียนบทความโดย : เมน ฐณฐ จินดานนท์

ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ Policy Dialogue ประเด็นการพัฒนาข้อเสนอนโยบายเพื่อ รองรับสังคมผู้สูงอายุ ได้ที่ https://policy-dialogue.riseimpact.co/

Policy Dialogue คือ ชื่อเล่นของโครงการการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านกระบวนการสร้างความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นเชิงนโยบาย ที่ RISE IMPACT ร่วมทำกับ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) โดยเราใช้กระบวนการที่ให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือไม่ใช่ภาครัฐ แต่เกี่ยวข้องกับประเด็นการพัฒนาข้อเสนอนโยบายเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ มามีส่วนร่วม ‘รับฟัง-แลกเปลี่ยน-เข้าใจกัน’ เพื่อให้การเริ่มต้นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่เป็นรูปธรรม

--

--